มองโลกให้เห็นทุกสิ่ง ฝึกมองข้ามให้เป็น แก้ไขในส่วนที่เป็นสาระสำคัญก็พอ ใช้คำว่า “เราต้อง.... เราควร....” ให้น้อยลงบ้าง เพราะการมุ่งไปสู่จุดหมายนั้นแท้จริงมีได้หลายเส้นทาง ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ล่ะคน
คนที่วิ่งทนวิ่งเก่งก็อาจจะใช้วิธีวิ่งไป
คนที่ว่ายน้ำเก่งก็อาจจะใช้เส้นทางน้ำ ซึ่งอาจเป็นระยะทางสั้นกว่า แต่ยากกว่า
คนที่เดินอึดเดินทน ก็อาจจะใช้เส้นทางเดินป่าข้ามภูเขาไป
คนที่บินได้ (สมมุติ) ก็ใช้เส้นทางทางอากาศ บินตรงไปเป้าหมายได้ทันที
ทั้งหมดนี้ทุกคนไปถึงที่หมายกันทุกคน ต่างคนก็ต่างการกระทำ ต่างเวลากัน
คนฉลาดก็มักเลือกเส้นทางที่ง่ายที่สุด ที่เหมาะสมกับตนเอง และไม่ต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นจนเกินไป เพราะการอาศัยบารมีคนอื่นมากกว่า 20% ของความสามารถของตนเองเป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจของเราในอนาคต
อุปมาดังเช่น ผู้นำประเทศบางประเทศที่ขึ้นมาได้เพราะกำลังการสนับสนุนจากหลายๆฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ก่อการร้าย, ผู้ก่อการดี , กลุ่มโจร, กลุ่มทหาร ตำรวจ ,กลุ่มข้าราชการ, กลุ่มผู้มีบารมี , กลุ่มนักธุรกิจ พ่อค้า , กลุ่มเสื้อสี (เหลือง, น้ำเงิน,แดง ,ขาว ฯลฯ) กลุ่มอื่นๆอีกมากมาย เป็นต้น
พอจะตัดสินใจทำเรื่องใดก็ห่วงหน้าพะวงหลัง กลัวว่าจะกระทบกับผู้มีอุปการคุณท่านโน้น ท่านนี้จนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้ก็บริหารบ้านเมืองไม่ได้ผลดี อาการนี้เรียกว่า Stuck in the Middle ภาษาไทยเรียกว่า กลืนไม่เข้า คายไม่ออก ทรมารพอๆกัน กับก้างปลาติดคอ
นี่เป็นผลพวงมาจากการมุ่งไปที่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว โดยไม่พิจารนาดูความสามารถ บารมีของตนเองและเวลาอันสมควร
การมุ่งเน้นที่เป้าหมาย โดยไม่สนใจสิ่งแวดล้อมข้างทางที่เดินผ่าน บางทีมันทำลายสิ่งต่างๆไปอย่างที่เราคาดไม่ถึง
ไม่ว่าจะเป็น สภาพวัฒนธรรมที่เหือดแห้งไปด้วยคุณความดี การบ่มเพาะทัศนคติเลวๆให้กับเด็กๆ เป็นต้น
เรียกได้ว่า ผ่านไปทางไหน เส้นทางนั้นก็วอดวาย ทิ้งไว้แต่ความข่มขื่น เจ็บปวด รวดร้าว เกินกว่าจะเยียวยา
มันจะมีความหมายอันใดเล่า หากเรายืนอยู่ที่จุดหมายที่ต้องการได้ แต่ต้องยืนบนซากศพ
แล้วการปักธงแห่งชัยชนะ บนซากศพ ซากปรักหักพัง มันมีความน่าภาคภูมิใจตรงไหน?
